"Cape Kudu Hotel" โรงแรมบูติก มาตรฐานท่องเที่ยวยั่งยืนระดับ 5 ดาว บนเกาะยาวน้อย จ.พังงา

Cape Kudu Hotel  เคปกูดู

โรงแรมบูติก มาตรฐานท่องเที่ยวยั่งยืนระดับ 5 ดาว 
บนเกาะยาวน้อย จ.พังงา

เรื่องและภาพ : อรุณวนา สนิกะวาที 




เคป กูดู (Cape Kudu) มาจากชื่อเกาะกูดูใหญ่ หนึ่งใน 35 เกาะของอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

เคปกูดูไม่ได้อยู่ที่เกาะกูดูใหญ่ แต่ตั้งอยู่บนเกาะยาวน้อยที่ถัดลงมาอีกนิด

เกาะยาวน้อย เป็นเกาะขนาดเล็กไม่เกิน 50 ตารางกิโลเมตร ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและประมงพื้นบ้าน ช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเกาะยาวน้อยเริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว เริ่มมีโรงแรมและรีสอร์ตมากมายเปิดให้บริการ บางคนอาจวิตกว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะทำให้เกาะสูญเสียความเรียบง่ายที่เคยมี แต่ก็มีผู้คนอีกมากที่เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างชาวบ้านและผู้ประกอบการโรงแรมจะช่วยให้เกาะยังคงรักษามนตร์เสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้อย่างดี.. 

เราเดินทางมาถึงที่นี่วันนี้ก็เพื่อพิสูจน์ความจริงในประโยคนั้น




#1 Green Stay

Cape Kudu เป็นโรงแรมสัญชาติไทยในเครือ Cape & Kantary Hotel ผู้ให้บริการที่พักระดับลักซูรี่ที่มีสาขากระจายอยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน หรือสมุย

ปลายปี 2023 ที่ผ่านมา เคป กูดู เกาะยาวน้อย เพิ่งได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน   หรือ "Sustainable Tourism Acceleration Rating (STAR)" จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

“เราเป็นโรงแรมบูติกขนาดเล็กที่มีห้องพักเพียง 56 ห้อง เพื่อให้แน่ใจว่าจำนวนลูกค้าจะไม่เกินความสามารถที่ธรรมชาติจะรองรับ ระบบนิเวศของเกาะมีความบอบบางเราจึงระมัดระวังและดำเนินการหลายอย่างที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นน้ำจืดทั้งหมดที่ใช้ในโรงแรมจะได้รับการบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่”



อองตวน เดนดา (Antoine Denda) General Manager ของเคปกูดู อธิบายให้ฟัง ที่นี่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ธรรมชาติกลางแจ้ง ทางเดินไปที่พักในทุกโซนจะขนาบไปด้วยพรรณไม้หลายหลากรวมถึงสวนหย่อมขนาดเล็ก น้ำจืดที่รดต้นไม้จนเขียวชะอุ่มไปทั่วพื้นที่ก็คงจะมาจากการนำกลับมาใช้ใหม่  (Water Reclamation) ด้วยเช่นกัน



                                     


ในจำนวน 56 ห้องพัก แบ่งเป็นห้อง Deluxe ห้อง Seaview และ Pool Villa ทุกห้องตกแต่งด้วยโทนอ่อน สีขาวสะอาดตาและสีฟ้าน้ำทะเลให้ความรู้สึกนุ่มนวลและผ่อนคลายจนแทบไม่อยากออกไปไหน







#2 Mindful Meals

Hornbill Restaurant ห้องอาหารนกเงือกที่ไม่ใช่แค่ตั้งชื่อให้เป็นเอกลักษณ์ แต่เพราะที่นี่และบนเกาะนี้สามารถพบเห็นนกเงือกได้เป็นประจำ เป็นการแสดงตัวเพื่อยืนยันความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ฉันนั่งหันหน้าออกไปนอกห้องอาหารเพราะรอคอยช่วงเวลาที่นกเงือกบินผ่าน แต่ทุกครั้งที่เผลอหรือกำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว เจ้านกเงือกจะบินโฉบเหนือศีรษะไปเกาะตามกิ่งไม้และซ่อนตัวหลังพุ่มใบเหมือนคนอินโทรเวิร์ตที่ไม่ชอบออกกล้อง(แค่โฉบมายั่วให้เสียดายที่ถ่ายรูปไม่เคยจะทัน)




ห้องอาหารเช้าของที่นี่มีให้บริการอย่างครบถ้วนเท่าที่กระเพาะมนุษย์หนึ่งคนจะรับได้ไหว แนะนำให้ทุกคนลองกินโรตีและเบเกอรี่เพราะที่นี่มีครัวทำขนมโฮมเมดของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ก็คือไลน์อาหารเช้าไม่ได้มีมากมายล้นเหลือ แต่จัดมาในปริมาณที่พอดี เน้นตัวเลือกที่หลากหลายและอิ่มท้อง เพราะทางโรงแรมให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะอาหาร (Food Waste) มากกว่าความหรูหรา การเลือกอาหารในปริมาณที่เหมาะสมแต่ยังคงมุ่งเน้นคุณภาพและความสดใหม่ ทำให้ทุกจานถูกเตรียมอย่างตั้งใจ และเตือนให้เรามีสติในการบริโภคที่สมดุลและไม่สูญเปล่า




หลายคนอาจคาดหวังว่าเมื่อมาถึงทะเลใต้จะต้องได้ลิ้มลองอาหารทะเลแบบจัดเต็ม แต่ความจริงคือการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและการทำประมงเชิงพาณิชย์ที่หนักหน่วง ทำให้สัตว์น้ำในมหาสมุทรไม่ได้อุดมสมบูรณ์เช่นในอดีต ชาวประมงของเกาะยาวน้อยยังคงเลือกวิธีทำประมงอย่างยั่งยืนเช่นการใช้อวนตาห่าง จับสัตว์น้ำเฉพาะช่วงเวลาที่เหมาะสม การไม่จับสัตว์น้ำขนาดเล็กและสัตว์ที่ยังไม่โตเต็มวัย




แขกของเคปกูดูยังคงสามารถถามหากุ้งหรือปูเป็นพิเศษได้ทุกมื้อ แต่อาจจะไม่ได้รับทุกครั้งเพราะขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นชาวประมงท้องถิ่นมีวัตถุดิบเพียงพอหรือไม่ การจัดการเช่นนี้ช่วยให้แขกได้สัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติของอาหารทะเลและตระหนักร่วมกันว่าทรัพยากรที่มีคุณค่าไม่ใช่สิ่งที่หาได้ตลอดเวลา การรับประทานอาหารที่เคปกูดูจึงเป็นมากกว่าแค่การลิ้มรส แต่ยังบอกเล่าวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น และเป็นมิตรกับธรรมชาติผ่านการบริโภคที่รับผิดชอบ


#3 Shared Value

  อยากจะอ้อยอิ่งอยู่ในห้องอาหารเช้าด้วยยังเพลิดเพลินกับกาแฟสดหอมกรุ่นที่โรงแรมบด
และเสิร์ฟให้แก้วต่อแก้ว แต่เพราะมีนัดเที่ยวรอบเกาะแล้วจึงรีบพาตัวออกมารอที่ล็อบบี้ “รถโพถ้อง” หรือรถโดยสารที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้จอดรออยู่ แขกของโรงแรมที่มีทั้งคนอเมริกัน ฝรั่งเศส ไต้หวัน จีน ทยอยขึ้นรถด้วยสีหน้าท่าทางแจ่มใส เดาว่าคงได้นอนหลับสบายมาแล้วทั้งคืนเหมือนเรา




  เช้านี้คุณอองตวนส่ง “แม้ว” มาดูแลพวกเราเป็นพิเศษ ได้ยินชื่อตอนแรกก็นึกว่าจะได้เจอคนบ้านเดียวกัน แต่ที่แท้แม้วหรือ วีระพล ปลูกพืช เป็นหนุ่มใต้ เป็นคนเกาะยาวใหญ่ที่มาทำงานที่เคปกูดูได้กว่า 7 ปีแล้ว เรียกว่าอยู่กับที่นี่มาตั้งแต่โรงแรมยังเพิ่งตั้งไข่ แม้วรู้จักเกือบทุกซอกทุกมุมและทุกคนบนเกาะยาวน้อย  เวลาที่แขกของโรงแรมจะออกไปทัวร์ทั้งบนเกาะและเที่ยวทะเลในหมู่เกาะรอบ ๆ แม้วจะได้รับมอบหมายให้ติดตามไปด้วยเสมอ


“โรงแรมสนับสนุนธุรกิจของชุมชนอย่างจริงจังครับ อะไรที่คนในท้องถิ่นมีให้บริการ เราจะเลือกใช้บริการของชาวบ้านก่อน  เช่น เรือนำเที่ยว รถนำเที่ยว” 


แม้วบอกเช่นนั้น ไม่ใช่แค่ติดตามไปดูแลแขกของโรงแรม แต่แม้วยังนำเสนอและสนับสนุนให้แขกได้ออกไปสัมผัสประสบการณ์ทางสังคม วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนบนเกาะ เขามองว่าการพึ่งพากันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าระหว่างโรงแรมเจ้าใหญ่ ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย คือเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ได้อย่างยั่งยืน และคนที่มีความสุขก็คือนักท่องเที่ยวนั่นแหละ




เหมือนเช่นวันนี้ที่เราและลูกค้าอีกเกือบสิบคนกำลังนั่งอยู่ในรถโพถ้องสีชมพูแปร๋นได้ใจ ท่องเที่ยวไปรอบเกาะตามโปรแกรม “วิลเลจทัวร์” ที่ออกแบบโดยผู้ประกอบการบนเกาะยาวน้อย ถนนรอบเกาะที่เลาะเลียบชายหาด เชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ระยะทางเพียงยี่สิบกว่ากิโลเมตร เช่ารถมอเตอร์ไซค์หรือปั่นจักรยานขับวนชมวิวได้เลยไม่ต้องกลัวหลงเพราะอย่างไรก็ต้องวนกลับมาที่เดิม นอกจากลัดเลาะไปตามชายหาด เรายังเข้าไปสำรวจชุมชนที่อยู่ด้านในเกาะด้วย

“ผู้นำชุมชนที่นี่เขาขอความร่วมมือ ถ้าเป็นโรงแรมรีสอร์ตก็อยากให้สร้างรอบ ๆ เกาะด้านที่ติดชายหาด ส่วนด้านในขอให้ยังมีความเป็นชุมชน นอกจากบ้านเรือนคนก็ยังมีโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ศูนย์ราชการ แล้วก็มัสยิด”


“มีน” ชายหนุ่มวัยต้นยี่สิบ เจ้าของรถโพถ้องสีชมพูคันนี้เล่าให้ฟังระหว่างที่เขาขับรถไปข้างหน้าช้า ๆ อย่างไม่รีบร้อน ด้านหลังมีไกด์ท้องถิ่นกำลังอธิบายสิ่งต่าง ๆ รอบเกาะให้นักท่องเที่ยวฟังเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงใต้ปนยาวี ฟังแล้วอดอมยิ้มไม่ได้(ทำเป็นเล่นไป ภาษาอังกฤษของไกด์จำเป็นท่านนี้แข็งแรงกว่าฉันร้อยเท่า)




มีนบอกว่าถ้าเกาะไม่ได้เปิดให้คนมาเที่ยว เขาก็กำลังคิดอยู่ว่าอาจจะไปทำงานที่ภูเก็ต แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงโควิด มีนักท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง มีนจึงได้อยู่บ้านบนเกาะยาวน้อยอย่างที่เขาต้องการและยังได้เริ่มธุรกิจใหม่คือการมีรถนำเที่ยวรอบเกาะอย่างที่ทำอยู่



“คนมาที่นี่ส่วนมากจะชอบธรรมชาติ ชอบความเรียบง่าย โรงแรมหรือร้านค้าเขาก็เข้าใจวิถีชีวิตชุมชนและแนะนำแขกให้เข้าใจด้วย อย่างในเกาะก็มีร้านบ้าง แต่พอถึงสี่ทุ่มนักท่องเที่ยวทุกคนก็จะเงียบทันทีและแยกกลับที่พักของใครของมัน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่เข้านอนแล้วตั้งแต่หัวค่ำ ต้องเคารพกันและกัน เป็นเรื่องที่ขอความร่วมมือและทุกคนก็พร้อมจะปฏิบัติตาม”  มีนเล่าให้ฟังเพิ่มเติม




หนึ่งในกิจกรรมที่ฉันประทับใจคือการแวะไปที่บ่อเลี้ยงปลิงทะเล ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลิงทะเลมีดีเกาะยาวน้อย ปลิงทะเลไม่น่ากลัวอย่างที่คิด มันกินซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในน้ำ และไม่ได้ดูดเลือดเหมือนปลิงน้ำจืดที่ฉันเคยเจอจนขยาดอยู่หลายปี น้อยคนที่จะรู้ว่าปลิงทะเลเป็นอนาคตสัตว์เศรษฐกิจที่มีศักยภาพในตลาดโลก ชาวประมงเลี้ยงได้ไม่ทันออเดอร์จากต่างชาติและยังไม่สามารถขยายพันธุ์ได้เอง ต้องซื้อตัวอ่อนมาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทุกวันนี้กลุ่มฯ ยังคงพยายามขอรับการสนับสนุนจากรัฐทุกหน่วยงานเพื่อจะขยายการเพาะเลี้ยงปลิงทะเลให้เติบโต




คณะของเราในวันนั้นยังได้ไปลองทำผ้าบาติกกับช่างฝีมือท้องถิ่นที่อธิบายทุกขั้นตอนเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ผืนที่ทำเสร็จแล้วมีตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน โดยเฉพาะผืนที่วาดเป็นรูปนกเงือกโดยมีพระอาทิตย์ตกเป็นฉากหลัง สีสดงดงามน่าซื้อไปฝากคนที่บ้าน




เรายังได้ไปเที่ยวชมทุ่งนาหลายร้อยไร่ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในอันดามัน ไปดูฝูงกระบือที่เมื่อยังไม่ถึงฤดูไถนา น้อง ๆ จะถูกพามานอนเล่นปลักเล่นโคลนกันในทุ่งนาสาธารณะ ก่อนกลับโรงแรมเราได้แวะตลาดสดเกาะยาวน้อย ตลาดแห่งเดียวบนเกาะที่แม้จะดูไม่ใหญ่มากแต่มีทุกอย่างที่จำเป็นและอยากได้ทั้งของกิน ของใช้ ของฝาก



เมื่อกลับมาถึงที่พัก ยังมีเวลาอีกนานกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน ฉันจึงออกไปเดินย่ำทรายบนชายหาดหน้าโรงแรม มีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านออกมาเดินเล่นและนั่งพักผ่อนอยู่ประปราย ทุกอย่างในห้วงเวลานั้นช่างเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ จนนึกอิจฉาปูเสฉวนแถวนั้นที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในที่งดงามแห่งนี้ ขณะที่พระอาทิตย์ยังคงทำหน้าที่ สายฝนบาง ๆ จากที่ไหนไม่รู้โปรยปรายลงมา เกิดเป็นรุ้งกินน้ำทอดโค้งจากชายหาดไปยังเกาะที่อยู่ตรงข้าม  เป็นภาพที่สวยงามเป็นที่สุด

ในอ้อมกอดของแดดอ่อนและละอองฝน ฉันได้สัมผัสคุณค่าของการเดินทางที่ยั่งยืน มันเป็นหน้าที่ของนักเดินทางทุกคนที่จะรักษาและเคารพธรรมชาติ เพื่อให้ทุกสรรพสิ่งในที่แห่งนั้นได้ดำรงอยู่อย่างสงบและงดงามตามที่ควรจะเป็น.

 




สามสิ่งที่อยากให้ทำเมื่อมาพักที่เคปกูดู

1.     นั่งรถโพถ้องเที่ยวชมรอบเกาะ อุดหนุนสินค้าชุมชน สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

2.     นั่งเรือเที่ยวหมู่เกาะต่าง ๆ ดำน้ำโดยไม่ทาครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำและพืชใต้น้ำ

3.     เดินเล่นริมหาด ดูชาวบ้านเก็บหอยไปทำอาหารเย็น แต่เราต้องไม่เก็บเปลือกหอยกลับบ้านเพราะปูเสฉวนจะไม่มีบ้านอยู่

 

Writer & Photographer

อรุณวนา สนิกะวาที Aroonwana Sanikavadi


 




























ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

10 มีนาคม วันแฮเรียต ทับแมน "Harriet Tubman Day"

"แสนโฮเทล" โรงแรมสี่ดาวใจกลางเมืองเชียงราย