นิยายของลูก เรื่องสั้นของแม่

 

      นิยายของลูก เรื่องสั้นของแม่    

โดย เว็น วนา

(เรื่องสั้น ตีพิมพ์ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ เซคชั่น จุดประกายวรรณกรรม ประมาณปี พ.ศ.2549)



         1.เปลวไฟสีส้มที่จวนจะดับมิดับแหล่ลุกโชนขึ้นมาอีกวาบเมื่อ หนึ่งตะวัน เติมกระดาษเข้าไปทีละแผ่นสองแผ่น ควันสีขาวขุ่นกับกลิ่นไหม้เรียกให้แม่โผล่หน้าจากข้างในครัวออกมาดู

         “เผาอะไรน่ะ...”

         แม่มองปึกกระดาษในมือลูกสาวด้วยความสงสัย หนึ่งไม่ตอบ ก้มหน้าจ้องเปลวไฟ 

         “เผาอะไรหนึ่ง”

         “เผากระดาษ”

         “กระดาษอะไร”

         แม่ถามเสียงเข้ม เดินเข้าไปดูใกล้ๆใจสังหรณ์ไม่ดี หนึ่งรีบลุกขึ้นหลบ ท่าทางตื่นเหมือนเด็กทำความผิดแล้วถูกจับได้ แม่ใจหายหนัก แม้จะโตจนอายุยี่สิบแต่หนึ่งตะวันก็ไม่เคยเก็บซ่อนเรื่องผิดปกติของตัวเองให้พ้นสายตาแม่ได้สักครั้ง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ 

         “โถ่แม่...ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรเสียหายจริง ๆ แม่... รับรอง”

         “กระดาษอะไร”

         แม่ยังย้ำคำถามเดิม หนึ่งถอนหายใจ ก่อนจะตอบคำถามด้วยทีท่าว่านี่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ...

         “ต้นฉบับ...”

         “...” แม่อึ้งไปจริงๆ เบิกตาโต หนึ่งรีบแก้ตัว

         “ไม่มีอะไรหรอกน่า พวกนี้หนึ่งไม่เอาแล้ว ใช้ไม่ได้ เดี๋ยวค่อยเขียนใหม่ให้ดีกว่านี้”

         “แล้วเผาทำไม ทำไมไม่เก็บไว้ดู”

         แม้ไม่ใช่นักเขียน และห่างหายความเป็นนักอ่านมานานแล้วตั้งแต่มีลูก แต่แม่ก็พอจะรู้ว่า ต้นฉบับ มีความสำคัญกับคนจะเป็นนักเขียนอย่างไร...ไม่ว่าตันฉบับนั้นจะใช้ไม่ได้สักเท่าไหร่ก็ตามที...

         แล้วนี่ หนึ่งตะวัน-ลูกที่บอกแม่มาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้นว่า “หนูชอบเขียนหนังสือ...” จู่ๆ ลุกขึ้นมาเผาต้นฉบับตัวเองทิ้ง...แม่รู้สึกเหมือนมองเห็นหนึ่งกำลังกรีดเนื้อตัวเอง...

         หนึ่งตะวันก้มหน้า ปล่อยเปลวไฟที่ลามเลียกระดาษบนพื้นจนเกือบหมดให้มอดดับไป กระดาษปึกที่เหลือยังอยู่ในมือ...ไม่มีท่าทีของความทนุถนอมอย่างที่แม่เคยเห็น 

         “หนึ่งจะไม่เขียนหนังสือแล้ว...หนึ่งมันห่วย หนึ่งมันคนขี้แพ้”

         หนึ่งตะวันหันหลังกลับ โยนกระดาษปึกนั้นทิ้งลงถังขยะ ก่อนกลับเข้าไปในบ้าน....แม่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้จะเอ่ยอะไร

         2.“โตขึ้นหนึ่งอยากเป็นอะไร...”

         ยายถามหลานสาวคนโตที่ตะบันหมากเล่นอยู่ข้างๆ ขณะที่เมฆหลานชายคนเล็กวิ่งเล่นอยู่นอกบ้านกับเด็กคนอื่นๆ 

         “เป็นหมอ เป็นพยาบาล หรือเป็นครูดี”

         แม่ที่นั่งพับผ้าอยู่ใกล้ๆ อมยิ้ม...คนแก่อย่างยายจะนึกอาชีพอะไรออกนอกไปจากหมอ พยาบาล ครู และตำรวจ...

         เด็กหญิงหนึ่งตะวันส่ายหน้า ย่นจมูกเหมือนเวลาเห็นกับข้าวไม่ถูกใจ

         “ไม่เป็นหรอก...หนึ่งไม่ทำงานอะไรสักอย่าง”

         “อ้าว ไม่ทำงานแล้วจะทำอะไร”

         “จะเขียนหนังสือ”

         “หนังสือ...!”

         ยายส่ายหน้าบ้าง คงเป็นคำตอบที่เข้าใจได้ยากที่สุดสำหรับยาย แม่ทอดสายตามองลูกสาววัยยังไม่ถึงสิบขวบดี...ขณะนั้นได้แต่นึกว่าคงเป็นเพราะอิทธิพลของหนังสือมากมายในตู้หนังสือที่ทั้งพ่อกับแม่ซื้อหามาอ่านและเก็บไว้กระมัง ที่ทำให้ลูกสาวผู้สืบทอดนิสัยรักการอ่านเอ่ยออกมาเช่นนั้น...เขียนหนังสือหรือ...เป็นเรื่องที่แม่เคยฝันไว้สมัยยังสาว ๆ เหมือนกัน แต่มันก็แค่ความฝันเล็ก ๆ ที่ไม่จริงจัง แม่หัวเราะเบาๆ ให้กับคำตอบของลูกสาวและความฝันของตัวเอง

         ไม่นึกเลยว่า ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ เกือบยี่สิบปีมาแล้ว...หนึ่งก็ยังมีคำตอบเดิมคำตอบเดียว จนแม่เริ่มจะเชื่อขึ้นมาว่า หนึ่งตะวันจะเป็นนักเขียนกับเขาจริงๆ ...

         3.“แต่หนึ่งมันห่วย เกิดมาขี้แพ้ ทำอะไรก็แพ้ เล่นกีฬาก็ไม่รุ่ง เล่นดนตรีก็ไม่ได้เรื่อง เรียนก็ขี้เกียจ ...แม้กระทั่งเขียนหนังสือ...หนึ่งก็ยังแพ้...”

         หนึ่งเอ่ยออกมายืดยาวก่อนแม่จะทันได้นั่งลงข้างๆ ด้วยซ้ำ ชิงช้าตัวใหญ่โอบอุ้มสองแม่ลูกเอาไว้ คนหนึ่งสีหน้ากลุ้มใจ อีกคนสีหน้าเบื่อโลก...

         แม่กำลังกลุ้มใจที่เห็นหนึ่งเบื่อโลก

         “เกิดอะไรขึ้นหรือ”

         “นิยายของหนึ่งไม่เข้ารอบ...”

         หนึ่งตะวันตอบเรียบ ๆ แม่จำได้ว่าหนึ่งเคยบอกว่าตัวเองกับเพื่อนๆส่งผลงานวรรณกรรมเข้าประกวด ในเวทีที่จัดขึ้นสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ๆ เหนือกว่าเงินรางวัลก้อนมหึมาคือการที่หนังสือจะได้ตีพิมพ์...นี่ประกาศผลแล้วหรือนี่ แม่เพิ่งรู้

         “แต่ของนิ่ม ของเทน ของขลุ่ย...เข้ารอบกันหมดเลย”

         หนึ่งหมายถึงเพื่อนสนิทที่ชอบอ่านเขียนด้วยกัน แม่แน่ใจว่าปราศจากร่องรอยริษยาในน้ำเสียง...หากแต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

         “หนึ่งดีใจกับเพื่อนนะแม่...หนึ่งไม่อิจฉาเลย”

         “ก็ดีแล้วไงลูก...”

         “แต่หนึ่งอาย...” คนพูดเอ่ยตรงไปตรงมาอย่างที่เคยชินเป็นนิสัย

         “...ดูสิ เพื่อนหนึ่งทุกคนได้รางวัล ได้เข้ารอบ แต่หนึ่งไม่ติดเลยสักอันดับ หนึ่งอายเพื่อนมากเลยแม่...ถึงคราวนี้เพื่อนก็รู้แล้วว่าหนึ่งเขียนหนังสือไม่ได้เรื่อง...หนึ่งดีแต่โม้ ดีแต่คุยโตว่าเขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก...เพื่อนเพิ่งมาเริ่มเขียนกันตอนอยู่มหาวิทยาลัยแท้ๆ กลับเขียนได้ดีกว่าหนึ่งเสียอีก...

         หนึ่งคงเข้าใจผิดมาตลอด หนึ่งคงไม่ได้เกิดมาเพื่อเขียนหนังสือหรอก.. .ใช่มั้ยแม่” 

         “แค่นี้ถึงกับท้อแล้วหรือหนึ่ง...งั้นนักเขียนคนอื่นๆ ที่งานเขาลงตะกร้าตั้งแต่ชิ้นแรก ๆ ก็มิต้องท้อแท้กันหมดหรือ”

         “ช่างคนอื่นสิ...” หนึ่งตะวันเถียง ท่าทางไม่ยอมรับฟังอะไรง่าย ๆ “หนึ่งหลงเข้าใจผิดมาตลอดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเขียนหนังสือ เพื่อโด่งดัง เพื่อมีคนติดตามอ่าน...เพื่อเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่...หนึ่งคิดผิดหมด หนึ่งจะเป็นนักเขียนได้ยังไงถ้าแค่งานประกวดหนึ่งยังเอาชนะไม่ได้...

         เหตุผลข้อเดียวที่อธิบายได้....ก็คือ งานของหนึ่งมันแย่มากไง”

         ไม่ว่าแม่จะปลอบ อธิบาย ยกตัวอย่างนักเขียนดังๆ หรือคำคมใด ๆ มาให้กำลังใจ หนึ่งตะวันก็ไม่ยอมรับ...ยืนกรานคำเดียวว่าตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง” และยืนยันว่าการตัดสินของกรรมการ(ซึ่งแม่ก็ไม่รู้จักสักคน)คือ คำตอบจากสวรรค์ว่า ...พระเจ้าไม่เคยส่งคนชื่อ หนึ่งตะวัน มาเป็นนักเขียน และ พร ที่เจ้าตัวคิดว่าติดตัวมาตั้งแต่เกิด....ก็คิดไปเองทั้งเพ

         “หนึ่งจะเอาปากกาไปทิ้ง จะยกโน้ตบุ๊คให้เมฆ จะเลิกเขียนบันทึก เลิกเขียนทุกอย่าง จะเรียนอย่างเดียว...และจะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับงานเขียนอีกแล้ว...ถ้าเขียนมาขนาดนี้แล้วยังเขียนได้ไม่ดีก็เลิกเสียเถอะ...”

         หนึ่งตะวันเอ่ยกระแทกกระทั้น ฉุนเฉียว แม่ไม่รู้สึกว่าหนึ่งกำลังพูดกับแม่ แต่ไม่รู้ว่าหนึ่งกำลังแดกดันใคร...เบื้องบนหรือตัวเอง

         “ไม่เป็นไร ไม่ต้องเขียนก็ได้ เดี๋ยวแม่จะเลี้ยงหนึ่งเอง...”

         แม่ตบไหล่ ก่อนลุกเดินจากมา...ลูกสาวคนนี้เคยบอกแม่เสมอมาว่าชีวิตนี้ไม่สามารถทำอะไรได้ดีเท่าเขียนหนังสือ เพราะฉะนั้น ไม่คิดไปทำงานอย่างอื่นแล้ว...แต่เมื่อจู่ๆ หนึ่งจะหักปากกาตัวเองอย่างนี้ แม่จะว่ากระไรได้...

         ถ้าหนึ่งเลิกล้มทุกอย่างเพียงเพราะผลงานของตัวเองไม่เข้ารอบ...แม่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรจริงๆ 

         4.โคมไฟสนามส่องสีเหลืองนวลสว่างอาบอุ่นไปทั่วสนามหญ้า แม่กับลูกสาวคนโตนั่งเล่นบนชิงช้าตัวใหญ่ แกว่งไกวเบาๆ พ่อกับเมฆลูกชายคนเล็กดูถ่ายทอดสดฟุตบอลอยู่ในบ้าน...

         แม่กับลูกไม่ได้คุย เรื่องนี้ กันมาร่วมอาทิตย์แล้ว...จู่ๆ หนึ่งก็เอ่ยขึ้น

         “พรุ่งนี้มีงานประกาศผล สำนักพิมพ์เชิญคนที่เข้ารอบไปเปิดตัว...หนึ่งอยากไปแสดงความดีใจกับเพื่อน”

         “ก็ดีสิลูก...ไปดีใจกับเพื่อน ไปเปิดหูเปิดตาด้วย แม่ว่างานแบบนี้น่าสนุกดีออก”

         “แต่หนึ่งอายเพื่อนนะ” หนึ่งตะวันเอ่ยเบาๆ ท่าทางไม่มั่นใจ

         “เพื่อนไปไกลกว่าหนึ่งอีกก้าวแล้ว แต่หนึ่งยังต้วมเตี้ยมอยู่เลย...ใครจะไปรู้ล่ะว่าเดี๋ยวนี้คนจะชอบเขียนหนังสือกันเยอะขนาดนี้ หนึ่งอายตัวเอง ไม่รู้เอาเวลาไปเขียนอะไรอยู่...ตั้งยี่สิบปี”

         “ก็เขียนในสิ่งที่เป็นหนึ่งน่ะสิ”

         แม่เอ่ยยิ้มๆ 

         “ใครก็เขียนอย่างที่หนึ่งเขียนไม่ได้หรอก หนึ่งก็เขียนอย่างที่เพื่อนเขียนไม่ได้ รางวัลมันอาจจะบอกว่า กรรมการชอบผลงานของใคร แต่คงไม่ได้บอกว่า ใครควรจะเขียนเหมือนใครหรอกนะ...

         แม่คิดว่าถ้าหนึ่งจะเขียนให้ได้รางวัล...คงไม่ยาก แต่เขียนให้ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อโลกใบนี้...แม่คิดว่าบางคนเขียนทั้งชีวิตก็อาจยังเขียนไม่ได้”

         หนึ่งสีหน้าครุ่นคิด...แม่ภาวนาอย่าให้หนึ่งถามว่าหมายความว่าอย่างไร...แอบหัวเราะในใจ นี่ฉันอุตส่าห์ไปเปิดหาหนังสืออ่านตั้งหลายวันเชียวนะ กว่าจะเจอประโยคที่ว่านี่... 

         “แม่รู้มั้ย ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา หนึ่งคิดถึงแต่อะไร”

         “อะไรหรือ”

         “หนึ่งคิดถึงแต่สมุดกับดินสอที่อยู่ในลิ้นชักน่ะสิ คิดถึงโน้ตบุ๊ค อยากเขียนหนังสือใจจะขาด...แต่หนึ่งแกล้งทรมานตัวเอง ห้ามไม่ให้ตัวเองเขียนอะไรเลย ในเมื่อคิดว่าเขียนได้ไม่ดีก็ห้ามเขียนอะไรสักอย่างเดียว

         แล้วรู้อะไรมั้ยแม่ หนึ่งคันไม้คันมือตลอดเวลาเลย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่หนึ่งจะเลิกเขียนหนังสือ...หนึ่งคิดว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่เชคเสปียร์นี่นาที่ได้รับอนุญาตให้เขียนน่ะ ”

         “บางที หนึ่งควรจะอายเพื่อนเรื่องที่จะเลิกเขียนหนังสือมากกว่านะ”

         แม่เอ่ยเสริม หนึ่งตะวันหัวเราะ ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนชิงช้าสั่นไหว

         “อ้าว แล้วนั่นจะไปไหนล่ะลูก”

         “ไปเอาโน้ตบุ๊คคืนจากนายเมฆน่ะสิแม่...ตัวละครของหนึ่งดิ้นพล่านอยู่ในอกมาเป็นอาทิตย์แล้วรู้รึเปล่า ดิ้นอย่างกับเด็กถีบท้องแม่เลย สงสัยจะประท้วงที่หนึ่งไม่ยอมปล่อยให้ออกมาโลดแล่นสักที หนึ่งเข้าบ้านก่อนนะแม่ รีบตามมาล่ะ”

         แม่มองลูกสาววิ่งกลับเข้าไปในบ้านอย่างเริงร่า กระตือรือร้นเหมือนทุกครั้งที่คิดเรื่องอะไรได้ก็จะรีบมาเล่าให้แม่ฟังแล้วก็ไปก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรยุกยิกอยู่คนเดียวทั้งวันทั้งคืน...

         แม่ยิ้มออกมาบ้าง นึกถึงความฝันสมัยสาว ๆ ที่แวะมาทักทาย ในช่วงที่หนึ่งกลั่นแกล้งตัวเองด้วยการไม่เขียนอะไร กลับเป็นวันที่แม่เริ่มหยิบปากกาขึ้นมาเขียนอะไรเป็นครั้งแรกในชีวิต...แล้วถ้าเรื่องสั้นๆ ของแม่ได้ตีพิมพ์ หนึ่งอาจจะโวยก็ได้ว่า โถ่...แม่เพิ่งเริ่มเขียนแท้ๆ... 

         แม่หัวเราะกับตัวเอง ไว้ให้หนึ่งเห็นชื่อตัวเองบนหน้ากระดาษ เอาไว้ตอนนั้นแม่ค่อยหาคำแก้ตัวก็แล้วกัน...☺ 

         (9 กันยายน 2549)


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

"Cape Kudu Hotel" โรงแรมบูติก มาตรฐานท่องเที่ยวยั่งยืนระดับ 5 ดาว บนเกาะยาวน้อย จ.พังงา

10 มีนาคม วันแฮเรียต ทับแมน "Harriet Tubman Day"

"แสนโฮเทล" โรงแรมสี่ดาวใจกลางเมืองเชียงราย