เรียกเขาว่า "พี่ว้าก"


“sotus” อักษร ๕ ตัวที่ประกอบขึ้นเป็นคำนี้ นำมาจากอักษรตัวแรกของคำ ๕ คำ ที่เมื่อเรียงกันแล้วหมายถึง ระบบที่ต้องรับฟังคำสั่งของรุ่นพี่ เป็นประเพณีหรือระบบอาวุโสที่โรงเรียนป่าไม้ในภาคเหนือเริ่มนำมาใช้ ก่อนจะลามไปยังสถาบันอุดมศึกษาเกือบทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความแน่นแฟ้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทำให้รุ่นน้องเกิดความเคารพยำเกรงอย่างปราศจากเงื่อนไขต่อรุ่นพี่ จริงอยู่ที่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ระบบโซตัสอาจสร้างตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ผ่านการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่คนที่รังเกียจระบบนี้เพราะความก้าวร้าวดุดันของมัน ก็มีอยู่มิใช่น้อย ถ้อยคำมากมายจึงถูกนำมานิยามให้แก่รุ่นพี่ที่ใช้ระบบโซตัสกับรุ่นน้อง


บ้าอำนาจ เผด็จการ ซาดิสม์ มีปมด้อย !


จริงหรือที่คนคนหนึ่งจะใช้ความเป็นรุ่นพี่ขู่บังคับดุด่ารุนน้องเพราะต้องการแสดงอำนาจ เพราะชื่นชมเผด็จการ หรือเพราะลึกๆ ชอบความรุนแรง


แล้วจริงหรือที่คนเป็น “พี่ว้าก” จะไม่เหมือนคนธรรมดา และสะกดคำว่า “เหตุผล” ไม่เป็น ?

=================



 สารคดี "เรียกเขาว่า...พี่ว้าก"

เรื่อง : อรุณวนา 

ที่มา : นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 254  ปีที่ 22 เมษายน 2549


อากาศวันนี้แจ่มใส และบรรยากาศการรับน้องก็ยังคงเป็นเหมือนเช่นทุกวัน ทุกคนมาพร้อมกันหน้าคณะตามเวลาที่รุ่นพี่นัดหมาย...ไม่สิ ช้าไปเล็กน้อย มองดูแต่ละคนหน้าตาสดใสและร่าเริงตามประสาน้องใหม่หมาด ๆ ชุดนักศึกษาที่เพิ่งถอดไปเมื่อบ่ายยังมีกลิ่นใหม่อยู่เลยกระมัง ชุดลำลองที่ทุกคนใส่มาทำกิจกรรมวันนี้หลากสีสัน ที่จริงรุ่นพี่บอกให้ใส่เสื้อยืดเก่า ๆ กางเกงวอร์มหรือกางเกงขายาว กับรองเท้าผ้าใบ แต่ที่ใส่มาตามพี่สั่งเป๊ะ ๆ คงมีไม่ถึง ๑๐ คน อาจเพราะพี่ ๆ บอกว่าวันนี้จะพาไปรับน้องที่ชายหาด เลยแต่งตัวให้สมกับจะไปทะเล


รุ่นพี่บางส่วนที่น่าจะเป็นฝ่ายสวัสดิการยืนมองน้องยิ้ม ๆ คงจะเอ็นดูน้องใหม่และเตรียมกิจกรรมสนุก ๆ ไว้รอรับเหมือนเมื่อวานกับวันก่อน


น้อง ๆ กำลังยืนฝันหวาน ไม่ทันสังเกตเลยว่าประกายตาของพวกพี่ๆ ที่มายืนรออยู่นานแล้วนั้นแฝงความโหดปนเวทนานิด ๆ ...หึ ๆ ร่าเริงกันเข้าไป ประเดี๋ยวก็รู้


และโดยไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว...


“หมอบ ! หมอบลงไปเดี๋ยวนี้ ได้ยินมั้ย ผมสั่งให้หมอบ !”


เสียงแผดดังราวคำรามมาจากฟากฟ้ากึกก้องไปทั่วบริเวณ เสียงจ้อกแจ้กเหมือนนกกระจอกแตกรังของน้องปี ๑ เมื่อครู่หายไปในบัดดล ก่อนที่ทั้งบริเวณนั้นจะถูกกลบด้วยเสียงขู่ตะคอกจากบุรุษชุดดำเกือบ ๑๐ คนที่กรูกันออกมาพร้อมตะโกนก้องเป็นเสียงเดียวกัน


“หมอบ ! ได้ยินมั้ย บอกให้หมอบ !”


แม้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่น้องใหม่ทั้งหมดเกือบ ๕๐๐ คนก็รีบหาพื้นที่ที่จะหมอบตัวลงไปอย่างโกลาหล ไม่สนว่าพื้นจะเป็นดินหรืออะไร หมอบแล้วเหยียดเท้าไปถูกใครหรือหัวใครจะมาโดนเท้าเรายิ่งไม่มีเวลาเป็นห่วง รีบ ๆ หมอบลงไปก่อนเถอะ ประเดี๋ยวมันฆ่าเอา


...ว่าแต่ มันเป็นใคร (วะ) ?


ไม่นาน ข้อสงสัยนั้นก็ถูกไขจนกระจ่าง เมื่อบุรุษชุดดำหน้าตาเหี้ยมโหดและเสียงดังที่สุดในกลุ่มตะโกนบอก (ตะคอก) ให้ได้ยินกันทั่วว่า


“ต่อไปนี้ จำพวกเราเอาไว้ให้ดี พวกเราคือ...”


“กรี๊ด...”


ใครบางคนที่เตรียมใจไม่ทันชิงเป็นลมไปก่อน ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง รุ่นพี่ฝ่ายสวัสดิการรีบเข้ามาพยุงออกไป โดยมีสายตาของบุรุษในชุดดำมองตามแวบหนึ่งอย่างเย็นชาชวนให้ยะเยือกไปถึงไขสันหลัง


น้องใหม่ที่พอจะเริ่มรู้ตัวก็กลืนน้ำลายลงคอฝืด ๆ


บุรุษชุดดำ...นึกออกแล้ว


พี่รหัสเตือนแล้วนี่หว่า ไอ้พวกนี้ที่ใคร ๆ ก็เรียกมันว่า


พี่ว้าก !

.......................................




๑.

รูปร่างสูงใหญ่ค่อนข้างท้วม บวกกับหน้าตาดุดันของ “เสือ” ทำให้ฉันแทบไม่สงสัยเลยเมื่อเขาแนะนำตัวว่าเป็นประธานว้าก คณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยย่านฝั่งธนแห่งนี้ ขณะที่ “พจน์” นักศึกษาปี ๔ คณะเดียวกัน รั้งตำแหน่งประธานโครงงาน


“ผมฝ่ายบู๊ ส่วนเขาฝ่ายบุ๋น”


เสือ ผู้ซึ่งเมื่อคุยกันสักพักจะรู้ว่าเป็นคนมีอารมณ์ขัน เปรียบเปรยให้ฟัง


“ประธานโครงงานก็จะออกแนวสั่งสอน คอยดูแลน้อง ๆ แล้วก็พูดคุยปรึกษากับอาจารย์ ส่วนของผมจะออกแนวหาเรื่อง ไม่ค่อยมีเหตุผล ต้องทำให้รุ่นน้องรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่ต้องฟัง ต้องเคารพ แต่ก็เป็นการกดดันด้วยวาจา การทำโทษแบบอื่น เช่น วิดพื้น ไม่ค่อยมีแล้ว เพราะเริ่มมีการต่อต้านจากอาจารย์ว่าเกินไป สังคมมันเปลี่ยน”


ขณะที่พจน์มองว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ รวมทั้งรูปแบบในอดีต แท้จริงไม่รุนแรง


“ส่วนตัวผมว่าไม่แรง แต่สื่อมักนำเสนอแรง บางทีเราแค่ยืนจัดแถวใช้ระบบทหาร ส่งเสียงดังให้มีระเบียบในการจัดแถว พอสื่อมาเห็นก็ว่าแรง เกิดการต่อต้านจากสังคม เขาคงไม่อยากให้นักศึกษารวมกลุ่มกัน กลัวปฏิวัติ ที่พยายามไม่ผลักดันคงเพราะกลัวพลังนักศึกษา อันนี้ผมวิเคราะห์เองนะ”


เสือก็คิดเช่นเดียวกับเพื่อน ที่ว่าแรงกดดันมาจากปัจจัยภายนอกมากกว่า


“กระแสต่อต้านจากน้องไม่มี ส่วนมากจะมาจากอาจารย์ จากสื่อมากกว่า โดยเฉพาะอาจารย์ ห้ามหนักขึ้นทุกปี ๆ”


หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาจารย์บางท่านเห็นว่าการว้ากอาจกระทบกระเทือนชื่อเสียงของสถาบัน และมองว่าหากเป้าหมายของกิจกรรมเป็นไปเพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็น่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าการว้าก ซึ่งข้อนี้พจน์ไม่โต้แย้ง เพียงแต่ในความคิดของเขา วิธีการอื่นคงเกิดประสิทธิผลยากหากนำมาใช้กับเด็กในคณะของเขา--คณะวิศวกรรมศาสตร์


“เด็กที่เข้ามาเรียนวิศวะจะค่อนข้างแรง มีความคิดเป็นตัวของตัวเองสูง มีทิฐิ มั่นใจในตัวเอง ใครมาสอนจะไม่รับฟังอะไรง่าย ๆ ระบบอื่นก็มีดีเยอะ แต่เพราะเวลามีจำกัด เปิดเทอมมาครึ่งเดือนแรก เราจะทำยังไงให้เขารวมตัวกันได้เร็วที่สุด คำตอบก็คือให้เขาได้ทำกิจกรรมร่วมกันโดยพี่ว้ากเข้าไปมีบทบาทในการกระตุ้น ซึ่งการทำอะไรร่วมกันก็ไม่ใช่การลงโทษ ทุกวันนี้ในกระบวนการว้ากไม่มีการทำโทษแล้ว แต่จะเป็นการออกกำลังกายแทน เช่นสั่งให้วิ่ง พอวิ่งแล้วเหนื่อย น้อง ๆ ก็ต้องดูแลกัน ทำให้ได้ใจเพื่อน ลดทิฐิได้เร็ว”


ส่วนที่ไม่ดีของการว้าก พจน์เห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลาเรียนมากกว่า ทั้งเวลาของน้องที่เข้าร่วมกิจกรรม และเวลาของพี่ที่ต้องเสียไปกับการเตรียมงานกันเป็นเดือน ๆ แต่ทั้งนี้ “พี่ว้าก” ก็ถือเป็นหน้าที่ที่เขาภูมิใจที่ได้เข้ามาทำ


“พี่ว้ากก็เหมือนตัวแทนของรุ่นพี่ที่มาสอนน้อง ต้องเสียสละ อดทน รอบคอบ ส่วนตัวแล้วตอนอยู่ปี ๑ เรารู้สึกดี ได้รับอะไรที่ตอนอยู่มัธยมฯ ไม่เคยได้ ก็เลยอยากให้น้องได้บ้าง”


นั่นคือเหตุผลที่พจน์เข้ามาเป็นพี่ว้าก ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๓ พอขึ้นปี ๔ ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของน้องรุ่นต่อมา เพราะปี ๔ จะดูแลภาพรวมและดูแลน้องทั้งคณะในฐานะพี่ใหญ่


เสือย้ำว่าหัวใจสำคัญของการ “ว้าก” คืออยากให้น้องสามัคคี รักสถาบัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน


“เราอยากให้น้องได้รับอะไรก็ใส่เข้าไปในกระบวนการ แต่ต้องคิดหนัก ๆ ว่าน้องจะได้รับในสิ่งที่เราอยากให้หรือไม่ ถ้าน้องไม่ได้อะไรก็ถือว่าสูญเปล่า ขั้นตอนต้องรัดกุมและปลอดภัย”


เมื่อถามว่าระบบการว้ากและพี่ว้ากจะคงอยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหน เสือยอมรับว่าอาจไม่มีอีกแล้ว เพราะอาจารย์ออกกฎควบคุมมากขึ้นทุกปี แต่สำหรับพจน์ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังเชื่อมั่นในระบบที่หล่อหลอมเขามาตลอด ๔ ปีในรั้วมหาวิทยาลัย


“ตอนอยู่ปี ๑ แรก ๆ เราก็ไม่เข้าใจ เป็นใครเนี่ย อยู่ ๆ มาดุมาว่า ไม่ได้เกลียดพวกพี่ ๆ นะ แค่ไม่ชอบ แต่ว่ามันก็ทำให้รักเพื่อนด้วย ที่นี่สอนอะไรหลายอย่าง อย่างการมองคน ระบบการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย รุ่นพี่รุ่นน้องช่วยเหลือกันตลอด กับเพื่อนก็รู้จักกันเร็ว ชีวิตมีสีสันขึ้น ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนเริ่มต้นถูก ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ ตอนนี้ก็คงเดินเรื่อยเปื่อย อาจไม่เข้ามาทำกิจกรรมเลยก็ได้...”


สำหรับพจน์ พี่ว้ากจึงไม่ใช่ผู้ร้าย หากคือผู้สอนและผู้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ที่พ้นไปจากรั้วโรงเรียน ซึ่งเขาสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งดีเหล่านี้ไว้ได้และปรารถนาจะแบ่งปันสู่รุ่นน้องเหมือนที่เขาเคยได้รับมา โดยเลือกทำหน้าที่นั้นผ่านบทบาทของพี่ว้าก 


๒.

เด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดใส รูปร่างสันทัดที่นั่งอยู่ตรงหน้า สำหรับคนที่ไม่รู้จักแล้ว คงยากจะจินตนาการได้ว่า “ฉั่ง” นิสิตวิศวกรรมศาสตร์ปี ๔ แห่งรั้วสีเขียวคนนี้ จะเป็นพี่ว้าก


“พี่ว้ากที่นี่มีเฉพาะพี่ปี ๔ เรียกว่า สตาฟเชียร์ ผมเข้ามาทำอย่างสมัครใจ ทำเพราะอยากทำ บางอย่างมันก็ไม่มีเหตุผลมาอธิบายเป็นคำพูดได้”


ฉั่งอธิบายสั้น ๆ ถึงที่มาของการทำหน้าที่สตาฟเชียร์หรือพี่ว้าก ผู้ที่ต้องสวมปลอกแขนแดงทุกครั้งที่ลงมาคุมน้อง ใบหน้าอ่อนใสแบบหนุ่มตี๋ชวนให้สงสัยว่าเขาทำอย่างไรให้รุ่นน้องอีกกว่า ๑,๕๐๐ คนทั้งคณะรู้สึกเกรงใจได้


“ใช้น้ำเสียงดุดัน แต่ไม่หยาบ”


ฉั่งให้คำตอบ


“คำพูดของเราสุภาพ แต่ใช้น้ำเสียงดุดัน การลงโทษ ถ้าหมายถึง วิดพื้น สกอตจัมป์ จะไม่มี เพราะมีกฎระเบียบห้ามไว้ และโดยความเป็นรุ่นพี่ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำ เรารับน้องเพราะต้องการให้เขาพัฒนาตัวเอง ปรับตัวได้ ไม่ใช่เพื่อความสะใจ บางครั้งสตาฟเชียร์บางคนอารมณ์พาไป เราก็จะพยายามดึงกลับ กับรุ่นน้อง ถ้าเขายอมรับกฎระเบียบได้ก็ดี หรือถ้าเห็นว่ากฎไม่ดีแล้วเขามีเหตุผลมาถกเถียง เอาชนะเราด้วยเหตุผล เราก็ยอมรับ และไม่ว่าจะชนะหรือไม่ ถ้าเขากล้าเถียง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีทั้งนั้น เพราะแสดงว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าเจอใครหน้าดุแล้วหงอตลอด”


อย่างไรก็ตาม ในปีที่ฉั่งเป็นพี่ว้าก ก็ไม่เคยมีการต่อต้านหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เป็นอุปสรรคระหว่างรับน้อง


“ปฏิกิริยาจากน้อง ๆ แรกสุดมีหลายแบบ กลัวบ้าง กวน ๆ บ้าง ส่วนใหญ่ภาพรวมจะนิ่ง ๆ อึ้ง ๆ กลัวนิด ๆ แต่ก็มีพวกเด็กที่เราเรียกว่าเด็กเปรี้ยว คือชอบลองของ พี่ให้ผมทำ ผมไม่ทำเสียอย่าง เพราะรู้ว่าพี่ทำอะไรไม่ได้ ก็แค่ขู่”


ฉั่งบอกเล่าถึงปฏิกิริยาบางส่วนของน้องปี ๑ ซึ่งตัวเขาก็ยอมรับกลาย ๆ ว่า บทบาทของพี่ว้าก แม้ดูมีอำนาจ แต่ก็ทำอะไรน้องไม่ได้จริง ๆ


“แต่ลักษณะการลงโทษก็มีในสังคมนั้น ๆ อยู่แล้ว อย่างเช่นคนนี้ทำตัวแตกต่างจากชาวบ้าน ผิดระเบียบ ไม่เคารพรุ่นพี่ ในกลุ่มเพื่อนเขาก็ลงโทษกันเอง ไม่จำเป็นที่รุ่นพี่จะต้องลงไปดุ”


อย่างไรก็ตาม กรณีเด็กเปรี้ยวถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับพี่ว้าก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอีกกรณีที่พี่ว้ากคณะหนึ่งถูกผู้มีอำนาจตัวจริง “เชือดไก่” ให้พี่ว้ากคณะอื่น ๆ ดู


“มีคณะหนึ่งนี่แหละที่เพิ่งโดน อาจารย์ฝ่ายกิจกรรมคนหนึ่งไปพูดระหว่างกำลังว้ากว่า ถ้าปี ๑ คนไหนไม่พอใจ สามารถร้องเรียนได้ พูดแบบนี้ก็จบเลย พอคณะนี้โดน คณะอื่น ๆ เลยไหวตัว


“แต่ก็คิดนะว่าระบบโซตัสตอนนี้เริ่มจาง ๆ แล้ว ถูกกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย ของสังคมผู้ใหญ่ เปลี่ยนแปลง”


โดยส่วนตัวฉั่งมีความเห็นค่อนข้างเป็นกลาง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีล้วนอยู่ที่คนมอง เหมือนตาบอดคลำช้าง บางคนเห็นแต่ส่วนไม่ดี ก็ต้องนำมาชั่งน้ำหนัก เพราะคนที่เห็นข้อดีของมันก็ยังมี


ฉั่งเห็นว่า การตัดสินใจว่าระบบโซตัสหรือพี่ว้ากยังควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ น่าจะเป็นมติของคนส่วนใหญ่ ถ้าปี ๑ ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรมีก็คือจบ แต่เมื่อถามถึงความรู้สึกของการเป็นพี่ว้ากในปัจจุบัน ฉั่งตอบว่าภูมิใจ เพราะน้อง ๆ รักเขา ทั้งยังเคยมีผู้ปกครองบางคนโทรฯ มาหาฉั่งเพื่อบอกว่า “น้อง...ช่วยทำให้ลูกพี่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยนะ” ซึ่งฉั่งคิดว่าคงเป็นเพราะบทบาทหน้าที่ของสตาฟเชียร์นั่นเองที่ทำให้คนส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือ


“ตอนปี ๑ เห็นสตาฟ เรารู้สึกว่าเราเชื่อถือเขาได้ พูดอะไรก็เชื่อทุกอย่าง เรามีปัญหาอะไรเขาก็ช่วยเหลือ พึ่งเขาได้เสมอ พอมาเป็นสตาฟเอง ก็คิดว่าจะทำยังไงให้ดีที่สุด ถึงตอนนี้ก็แฮปปี้ เพราะทำดีที่สุดแล้วคนก็รักเรา”


สำหรับฉั่ง พี่ว้ากคือบุคคลที่ต้องเสียสละพอสมควร ทุ่มเทให้น้อง เป็นแบบอย่าง ทำสิ่งดี ๆ ให้โดยไม่เอาหน้า และต้องพร้อมยอมรับหากมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น เพราะเข้ามาทำด้วยความสมัครใจ


หน้าที่พี่ว้ากหรือสตาฟเชียร์นั้น นอกจากสร้างสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องแล้ว จุดประสงค์สำคัญอีกประการ คือ ต้องการให้น้องรู้จักอดทนต่อแรงกดดัน สิ่งที่ฉั่งบอกกับน้องคือ


“ถ้าคุณจบออกไป เจอคนไม่มีเหตุผลมากกว่าผมอีกนะ”


ซึ่งก็คล้ายกับความเห็นของเสือที่กล่าวกับน้อง ๆ ที่มหาวิทยาลัยของเขาเช่นกันว่า


“โดนพี่ว้ากว้ากใส่ เดี๋ยวเดียวก็เลิก แต่ถ้าเจอเจ้านายไม่พอใจ เขาว้ากคุณเขาก็ไล่ออกเลย”


นี่คือความในใจอีกส่วนหนึ่งของพี่ว้าก ความดุดันที่เขามีต่อรุ่นน้องร่วมสถาบันนั้น ลึกลงไปไม่ได้ประสงค์ร้าย น้องทำผิดก็สามารถแก้ตัวใหม่ และความโหดที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อกดดันน้องนั้น ก็เทียบไม่ได้เลยกับความโหดร้ายของโลกภายนอก เพราะหลายๆ ครั้ง โลกแห่งความเป็นจริงอาจไม่ให้โอกาสใครได้แก้ตัวเป็นครั้งที่ ๒ 



๓.

แม้การ “เข้าว้าก” (การรับน้องประชุมเชียร์รูปแบบหนึ่งที่จะมีพี่ว้ากลงมาคุมน้องโดยเฉพาะ) จะยังไม่มีคำสั่งห้ามอย่างเป็นทางการจากฝ่ายบริหาร แต่กระแสข่าวลือว่าอธิการบดีคนใหม่อาจให้มีการทบทวนระบบรับน้อง ทำให้นายกสโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในเขตภูมิภาคแห่งนี้ ตัดสินใจยกมือในที่ประชุมแสดงความจำนงว่าคณะมนุษยศาสตร์จะรับน้องโดยไม่มีการเข้าว้าก


“ที่จริงมันก็จะเลิกมาตั้งแต่ปูอยู่ปี ๓ แล้วล่ะ”


ปู นิสิตชั้นปีที่ ๔ อดีตพี่ว้ากคณะมนุษยศาสตร์เล่าให้ฟังถึงกระแสต่อต้านการเข้าว้ากในคณะของเธอ ซึ่งแรงต่อต้านนี้ไม่ได้มาจากรุ่นน้อง แต่มาจากอาจารย์คนหนึ่งประจำภาควิชาจิตวิทยา


“ตอนปูเป็นพี่ว้ากปี ๓ วันแรก ๆ ของการเข้าว้าก อาจารย์ลงไปหาน้องถึงในแถวเลย อาจารย์พูดกับน้องทำนองว่า ยังถูกให้มาทำอะไรแบบนี้อีกหรือ แล้วก็ให้โหวตว่าใครบ้างไม่เอาพี่ว้าก ผลปรากฏว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ให้พี่ว้ากอยู่ต่อ ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เอา นอกนั้นงดออกเสียง”


ปูเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ไม่ติดใจกับการต่อต้านของอาจารย์เพราะเห็นเป็นเรื่องปรกติ แม้ว่าตอนนั้นเธอและพรรคพวกจะค่อนข้างเครียด


“ต่อมาอาจารย์ก็มาตกลงกับประธานว้ากว่า ถ้าจะว้ากต่อก็ได้ แต่ต้องห้ามด่า ห้ามตะคอก ห้ามทำโทษ พวกหมอบคลานอะไรนี่ห้าม...เราก็โอเค ไม่ตะคอกก็ได้ เอาแค่เสียงดังละกัน ไม่เหมือนกันนะ ตะคอกกับเสียงดังเนี่ย”


ปูบอกพร้อมกับหัวเราะ เมื่อนึกย้อนถึงการพยายามหลบเลี่ยงของพวกเธอ


“จากนั้นอาจารย์ก็ลงมายืนดูทุกวัน ตอนนั้นพวกปูเครียดมาก ว้ากเสร็จพี่ว้ากก็มาประชุมต่อถึงตีสองตีสามว่าจะเอาไงกันดี สุดท้าย รองคณบดีฝ่ายกิจกรรมนิสิตเลยเรียกอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมทุกคน รวมทั้งอาจารย์คนนั้น กับพี่ว้ากมาประชุมกัน ให้พี่ว้ากแถลงก่อนว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร เราก็บอกว่าต้องการให้กิจกรรมของคณะดำเนินไปได้ตามนโยบายของมหาวิทยาลัยที่ต้องการให้เกิดการรวมตัว อาจารย์แกก็โต้กลับว่าเราลิดรอนสิทธิ ใช้จิตวิทยาในทางที่ผิด นี่ไม่ใช่การใช้จิตวิทยา แต่เป็นการข่มขู่ เราไม่รู้ซึ้งถึงศาสตร์ของจิตวิทยาอย่างแท้จริง ขนาดนั้นเลย


“แต่สุดท้ายอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมทุกคนก็เห็นด้วยที่จะให้มีการว้ากต่อไป โดยให้ลดการใช้เสียงลงหน่อย ปีนั้นก็เลยได้ทำกันต่อ แต่ปีนี้มีข่าวนะว่าอธิการบดีจะไม่ให้ทำแล้ว มีข่าวแต่ไม่ฟันธง ตอนปิดเทอมพวกปูก็ยังมาซ้อมว้ากกันอยู่เลย มารู้อีกทีว่านายกสโมฯ (สโมสรนิสิตประจำคณะ) ไปเข้าประชุม พอเขาถามว่าคณะไหนจะไม่มีว้าก ปรากฏว่าคณะเรายกมือคณะเดียว”


เมื่อเป็นเช่นนี้ ปูกับพี่ว้ากคนอื่น ๆ ก็ยอมรับได้ ประกอบกับอีก ๒ คนในทีมต้องไปฝึกงาน ไม่สามารถมาประชุม ฝึกซ้อม และช่วยดูแลน้องอย่างแต่ก่อน คณะมนุษยศาสตร์จึงเป็นคณะแรกและคณะเดียวในขณะนี้ที่ไม่มีการเข้าว้าก


“ความจริงเราเคยคุยกันก่อนหน้านั้นแล้ว ว่าถ้าน้องรวมตัวกันได้โดยไม่ต้องมีเราก็ดี ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”


เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปีการศึกษานี้ที่นิสิตใหม่ไม่ต้องถูกว้าก เปรียบเทียบกับปีก่อน ๆ ปรากฏว่ามีทั้งความเปลี่ยนแปลงที่เธอรู้สึกได้เอง กับที่รุ่นพี่คนอื่น ๆ บ่นให้ฟัง


“คนทำกิจกรรมน้อยลงเห็น ๆ และความเป็นเอก (วิชาเอก) โดดเด่นขึ้นมาชัดเจน เอกใครเอกมัน ไม่ใช่เป็นคณะมนุษยศาสตร์ทั้งคณะอย่างที่เคยเป็นมา ปีก่อน ๆ น้องที่เคยโดนว้ากมาพอเจอเราเขาก็ยังไหว้ แต่น้องปีนี้ พวกพี่ ๆ มาบ่นให้ฟังว่า เกินกว่าครึ่งไม่ไหว้เลย ไม่เห็นหัวรุ่นพี่แล้ว ถามว่าปูซีเรียสมั้ย ถ้าเป็นแบบมาเรียนอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหา เรียนเสร็จก็กลับ แต่ระบบรุ่นน้องรุ่นพี่ ถ้ามีมันก็ทำให้เรามีโอกาสได้ช่วยเหลือกันมากขึ้น ปูเองก็อยากช่วยน้องจริง ๆ นะ”


คงเพราะมหาวิทยาลัยของปูเป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กในภูมิภาค นิสิตส่วนใหญ่พักในหอพักของมหาวิทยาลัยหรือที่อยู่ใกล้เคียง ไม่ได้ไปเช้าเย็นกลับเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ปูจึงคิดว่าการที่ทุกคนมีโอกาสเห็นหน้าค่าตาและรู้จักกัน ย่อมนำมาซึ่งการดูแลเอาใจใส่ ช่วยเหลือเอื้ออาทรกัน


“อย่างปีนี้บางกิจกรรมที่ทางคณะต้องเข้าร่วมกับทางมหาวิทยาลัย หรือกับคณะอื่น ๆ บางทีเราหาคนแทบไม่ทัน อย่างไปเชียร์สัมพันธ์กับคณะศิลปกรรมฯ และวิศวะ คณะเราไปน้อยมากจนเขามองว่าเราไม่เต็มใจไปหรือเปล่า ต่อไปปูว่าพวกสโมฯ จะต้องทำงานหนัก เพราะต้องหากิจกรรมที่จะให้น้องมารวมตัวกันให้ได้โดยไม่มีพี่ว้าก ส่วนคณะอื่นที่เห็นตอนนี้ปูว่ารูปแบบก็เบาลงมาก คิดว่าไม่น่าจะเกิน ๒-๓ ปีแน่ นี่สำหรับมหาวิทยาลัยของปูนะ”


ปูทำนายอนาคตของระบบว้ากทั้งหลายไว้ใกล้เคียงกับความเห็นของคนในอีกหลายสถาบัน แม้โดยส่วนตัวพวกเขาจะรู้สึกว่าระบบว้าก รวมถึงสิ่งที่พี่ว้ากทำ ไม่ใช่เรื่องรุนแรงเลวร้าย ทั้งยังเชื่อว่าระบบนี้มีส่วนไม่น้อยในการหล่อหลอมให้หลายคนเติบโตเข้มแข็ง พร้อมสำหรับการเข้าสู่สังคม พร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น แต่การถูกตั้งคำถามจากสังคมรอบข้างอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากน้องใหม่ ผู้ปกครอง และอาจารย์ที่ห่วงนักศึกษาพอ ๆ กับหน้าตาสถาบัน ก็เป็นแรงกดดันให้ระบบว้ากสั่นคลอนตลอดมา บ้างก็ต้องปรับตัวให้ความเข้มข้นจางลงจนหายไปอย่างที่หลาย ๆ สถาบันกำลังเป็น โดยคุณความดีที่มีไม่ว่าจะมากหรือน้อยในสายตาใครก็อาจไม่สามารถช่วยต่อลมหายใจให้แก่ระบบว้ากรวมถึงพี่ว้ากได้


และเมื่อเวลานั้นมาถึง “พี่ว้าก” คงเป็นเพียงบุคคลในตำนานที่รุ่นพี่รุ่นน้องนำมาเล่าสู่กันฟังอย่างสนุกสนานเท่านั้น... 


๔.

ในวันที่ได้พบกันนั้น แม้ “ต้น” นิสิตปี ๓ ผู้นี้ จะไม่ได้แนะนำตัวว่าเขาเป็นเด็กกิจกรรม แต่ด้วยบทบาทหน้าที่ในชมรม ๔ ชมรม กับตำแหน่งประธานชมรมอีก ๑ ตำแหน่ง เราก็ต้องจัดให้ต้นเป็นเด็กกิจกรรมไปโดยปริยาย ความสนใจของต้นมีตั้งแต่เรื่องวิชาการ เทคโนโลยี ไปจนถึงเรื่องสังคมการเมือง ด้วยความเป็นคนชอบเรียนรู้ ต้นจึงพาตัวเองเข้าไปสัมผัสกิจกรรมในแง่มุมต่าง ๆ เสมอ


ทว่าต้นกลับปฏิเสธกิจกรรมหนึ่งที่มีเพื่อนมาชักชวนให้เข้าไปทำในปีหน้า ปีที่เขาและเพื่อน ๆ จะขึ้นเป็นรุ่นพี่ปี ๔ นั่นคือ การเป็นพี่ว้าก


“ไม่ได้เกลียดพี่ว้าก แต่ไม่ชอบระบบ แล้วก็ไม่อยากจะว้ากใครด้วย”


ต้นในฐานะรุ่นน้องที่เคยผ่านการถูกว้ากมาก่อน ให้คำตอบเรียบ ๆ


“เรื่องการว้ากเนี่ย...คำอธิบายมันดีนะ เพียงแต่ใช้ไม่ได้กับทุกคน เป็นปัญญาชนกันแล้ว แต่กลับเชื่อในสิ่งที่ผู้มีอำนาจบอก โดยไม่ตรวจสอบความคิด ไม่รู้จักเห็นแย้งหรือเห็นต่าง...ดูแล้วเหมือนคนโง่”


ส่วนเรื่องความสามัคคีที่บรรดาพี่ว้ากนำมาใช้อธิบายกับรุ่นน้องอยู่เสมอ ๆ นั้น ต้นมองว่า


“ผมว่ามันทำได้ แต่ต้องดูที่เครื่องมือด้วย ก็เหมือนยา กินไปก็หาย แต่มีผลข้างเคียง อย่างการถูกว้าก ส่วนดีก็ได้ตรงที่น้อง ๆ ต้องมาผจญเงื่อนไขที่ลำบากด้วยกัน ทั้งที่รู้ว่าพี่จำลองสถานการณ์ แต่มันก็ทำให้เรามีใจจะช่วยเหลือคนอื่นจริง ๆ หรือเวลาผ่านด่านอะไรไม่ได้ก็ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนว่าทำไมเราไม่พร้อมเพรียงกัน แต่วิธีการนี้ก็มีผลกระทบมากมาย สังคมเพ่งเล็ง เสี่ยงด้วย และเอาเข้าจริงก็ถูกห้ามโดยมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่ก็มีทุกปี แอบทำกัน”


เมื่อถามต้นถึงแรงจูงใจในการเข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ เขาบอกว่าเป็นความสนใจของตัวเองมาตั้งแต่แรก การที่ผ่านการว้ากมาไม่ได้มีผลใด ๆ เลยต่อการทำกิจกรรมในปัจจุบันของเขา


“คนทำกิจกรรมก็มีหลายคนที่ผ่านการว้ากมา แต่ประเด็นคือ คุณต้องผ่านการว้ากหรือถึงมาทำกิจกรรมได้ ? ความจริงคือเขาผ่านความเข้มข้นในการทำกิจกรรมมามากกว่า แต่นั่นก็เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ ถ้าเราสร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากทำโดยไม่ต้องบังคับจะไม่ดีกว่าหรือ หากเราต้องการให้คนหันมาทำกิจกรรมก็สร้างบรรยากาศสิ สร้างกิจกรรม สร้างสิ่งที่น่าสนใจ ผมมองว่าแต่ละคนมีความเป็นปัจเจก มีความสนใจในสิ่งที่แตกต่างกัน แต่กระบวนการว้ากไม่เคยเปิดพื้นที่ให้ คุณต้องทำแบบเดียวกันไม่งั้นคุณโดน ความจริงในแต่ละรุ่นก็ต้องมีคนขบถบ้าง มีคนอยากเปลี่ยนแปลง แต่เสียงส่วนน้อยมักจะหายไป เพราะฉะนั้นต้องสร้างทางเลือกให้เขา”


แล้วถ้าคณะของต้นจะไม่มีพี่ว้ากอีกต่อไป ?


“ยกเลิกไปเลยก็ดี ใช้วิธีการอื่นดีกว่า น่าจะมีสิ่งดี ๆ กว่านี้ ทุกวันนี้รั้งกันไว้เพราะคำว่า tradition เท่านั้น ทั้งที่ความจริงมันล้าหมดแล้วทั้งระบบทั้งคน ก็เข้าใจพี่ว้ากแหละ บางคนก็ตลก บางคนก็ใจดี เขาไม่ผิด เพียงแต่เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ มันก็เหมือนลัทธิ ศาสนา คนที่เชื่ออาจไม่ผิด แต่ว่าการดำรงอยู่ของสิ่งนั้นหรือโครงสร้างนั้น จริงๆ แล้วมันดีแค่ไหน”


นั่นคือคำถามที่ต้นทิ้งไว้... 


ว้ากแบบมีเนื้อหา

 

ด้วยจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในแต่ละปีที่มีมากถึงหลักแสน ทำให้การรับน้องของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นักศึกษาจึงกระจายไปอยู่ตามซุ้มหรือชมรมต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งแต่ละชมรมก็จะมีกระบวนการรับน้องเป็นของตัวเอง

 

ชมรมค่ายอาสาฯ ของสถาบันแห่งนี้ก็เช่นกัน

 

เมื่อผ่านขั้นตอนการสมัครแล้ว การไปรับน้องนอกสถานที่คือขั้นตอนที่ตามมา เพื่อสร้างความคุ้นเคยและให้น้องใหม่ได้เรียนรู้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้ของชมรมฯ มากยิ่งขึ้น โอม นักศึกษาวิชากฎหมาย ก็เคยผ่านการรับน้องของชมรมฯ มาก่อน

 

“รูปแบบก็มีตะโกนใส่ ให้คลาน นอนหมอบกับน้ำ”

 

โอมเริ่มเล่าจากภาพการรับน้องที่ไม่แตกต่างจากที่อื่นนัก

 

“แต่การว้ากของเราจะสอดแทรกเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการกดขี่ขูดรีดจริง ๆ คนว้ากสวมวิญญาณนายทุน คนถูกว้ากเป็นชาวนา ผม (รุ่นพี่) เป็นนายทุน คุณ (รุ่นน้อง) เป็นกรรมาชีพ ผมจะทำอะไรคุณก็ได้ คุณอยู่เฉย ๆ”

 

เรื่องราวที่สอดแทรกบ่งบอกถึงแนวคิดและประเด็นที่ชมรมฯ สนใจอย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่รุ่นพี่ต้องการปลูกฝังให้รุ่นน้อง

 

“สมัยผม รุ่นพี่จะให้เราออกแบบบ้านของตัวเอง สร้างบ้าน แล้วจู่ ๆ ก็มีนายทุนออกมาเตะบ้านเรา แล้วบอกว่าจะสร้างเขื่อน มันทำให้เรารู้เลยว่าคนที่ถูกไล่ที่เพื่อเอาไปสร้างเขื่อนเนี่ยรู้สึกยังไง ผมจะรู้สึกร่วมกับการถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบมาก”

 

การว้ากสำหรับโอมและคนในชมรมฯ จึงเป็นเครื่องมือในการสอดแทรกเนื้อหามากกว่าจุดประสงค์อื่น

 

“คุณว้ากน้องเพื่อให้น้องสามัคคีกันเท่านั้นหรือ เราไม่ได้คิดแค่นั้น นั่นเป็นประเด็นรอง”

 

รักหรือสามัคคีคือสิ่งที่โอมและหลายคนในชมรมฯ เชื่อว่าเกิดได้อยู่แล้วด้วยตัวมันเอง เนื้อหาต่างหากที่สำคัญ เพียงแต่เครื่องมือที่จะนำไปสู่เนื้อหานั้น โอมยอมรับว่ายังนึกรูปแบบอื่นนอกจากการว้ากไม่ออก

 

“ก็เคยคุยกันว่าจะไม่ว้ากมั้ย แต่รูปแบบไหนล่ะที่จะนำไปสู่เนื้อหาได้ดีที่สุด ที่จะทำให้เรารู้สึกถึงการกดขี่จริง ๆ ซึ่งมันอาจจะมี แต่ตอนนี้เรายังคิดไม่ออก ถ้ามีเราก็พร้อมจะนำไปใช้...”

 

สำหรับโอมและอีกหลายคนในชมรมฯ การว้ากจึงไม่ใช่เรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างที่หลาย ๆ สถาบันกำลังเผชิญข้อกล่าวหา หากแต่เป็นกระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมายได้ดีที่สุดและเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะคิดได้ในเวลานี้

 


กว่าจะมาเป็นพี่ว้าก


แม้จะเป็นหน้าที่ที่ถูกเพ่งเล็งและถูกกล่าวหามากที่สุดหากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นระหว่างการรับน้อง แต่ขณะเดียวกันหลายคนก็ยอมรับว่า คนที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็น “พี่ว้าก” จะเป็นที่สนใจและได้รับการยอมรับจากคนในคณะ


นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คณะมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่มีทะเลเป็นฉากหลังแห่งนี้ต้องทดสอบผู้ที่จะมาเป็น พี่ว้าก หรือ ฝ่ายระเบียบ (ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกับฝ่ายอื่น ๆ ในสโมสรนิสิตประจำคณะ)


“เราจะมีทั้งการทดสอบสมรรถภาพและสอบสัมภาษณ์ ซึ่งพี่ ๆ จะมีวิธีถามเพื่อให้รู้ว่า ใครอยากมาเป็นพี่ว้ากเพียงเพราะอยากเท่ อยากดังหรือเปล่า”


บี สาวห้าวผู้เคยเป็นฝ่ายระเบียบมาก่อน บอกเล่าขั้นตอนในการคัดเลือกฝ่ายระเบียบว่า การประกาศรับสมัครฝ่ายระเบียบจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายภาคเรียนที่ ๑ ซึ่งเป็นช่วงที่การรับน้องได้ผ่านพ้นไปแล้ว น้องปี ๑ สามารถสมัครได้เพื่อเตรียมตัวเป็นพี่ว้ากในปีต่อไป โดยมีพี่ว้ากรุ่นก่อน ๆ เป็นผู้คัดเลือก


“เป็นการทดสอบว่าร่างกายและจิตใจคุณพร้อมแค่ไหน เพราะการเป็นพี่ว้ากไม่ใช่แค่เพียงมาด่าน้อง มาตะโกนด้วยความสะใจ แต่คือการดูแลน้องปี ๑ ทั้งคณะให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ขณะที่เรากดดันเขา เราก็แบกรับความกดดันมากมายเช่นกัน”


บียอมรับว่า การคัดเลือกฝ่ายระเบียบก็ไม่ต่างกับการ casting ตัวละคร เพราะในขณะที่ “ว้ากลง” (หมายถึงช่วงที่พี่ว้ากลงมาว้ากน้องโดยกดดันด้วยคำพูด หรือสั่งสอนโดยใช้เสียงดัง) ก็เหมือนต้องสวมหน้ากากอีกแบบหนึ่ง ต้องเข้ม นิ่ง ไม่ยิ้ม ไม่เล่นหัว ไม่ว่าตัวตนเดิมจะเป็นคนเฮฮาสักแค่ไหน ก็ต้องจริงจัง


การทดสอบในด่านแรกคือ ให้น้องว้ากให้ดูทีละคนตามเนื้อหาที่จับฉลากได้ เช่นเรื่องความสามัคคี การตรงต่อเวลา จุดประสงค์คือดูความกล้าหาญ บุคลิก และไหวพริบ ต่อจากนั้นคือการสัมภาษณ์โดยฝ่ายระเบียบแต่ละคนจะช่วยกันตั้งคำถาม เพื่อวัดดูทัศนคติ แนวคิด ตลอดจนความตั้งใจของน้องที่จะเข้ามาทำงาน


“เราจะสมมุติตัวเองเป็นน้องแล้วเถียงพี่ว้ากกลับ เพราะถ้าสถานการณ์จริงมีเรื่องแบบนี้ นอกจากพี่ว้ากจะต้องรับมือกับคนคนนั้นได้โดยไม่ใช้อารมณ์แล้ว ยังต้องคุมน้องอีก ๕๐๐ คนที่เหลือให้อยู่ด้วย


“เคยมีครั้งหนึ่งที่ว้ากแล้วน้องหัวใจวาย โห...ตกใจมาก รีบปั๊มหัวใจกันแทบไม่ทัน ทั้งที่เราก็บอกน้องทุกคนแล้วว่าใครรู้ว่าตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วย มีโรคประจำตัวหรือไม่พร้อม ก็ไม่ต้องเข้าว้าก อนุญาตให้ออกไปนั่งดูเฉย ๆ ได้ เราไม่บังคับ แต่เมื่อน้องเข้ามาแล้วเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ถ้าน้องตาย คนรับผิดชอบคือเราเต็ม ๆ พูดง่าย ๆ ว่าติดคุกนั่นเอง เราก็ยกเหตุการณ์นี้มาถามว่า ถ้าเป็นคุณ ในวินาทีที่คุณเดินผ่านลูกกรงห้องขังเข้าไป คุณจะคิดอะไร ถ้าย้อนเวลาได้จะมาเป็นพี่ว้ากมั้ย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่อยากวัดใจ แต่เราอยากเตือนเขามากกว่า ว่าพี่ว้ากนั้นมีความรับผิดชอบมากมายหลายอย่าง ซึ่งถ้าเขาประเมินว่ามันมากเกินไป ก็ถอนตัวได้แต่เนิ่น ๆ


“เรื่องผลการเรียนก็เหมือนกัน ถ้าคุณมาเป็นพี่ว้าก มันแย่งเวลาอ่านหนังสือคุณแน่นอน พี่ว้ากปีสูงบางคนเรียนไม่จบสักที มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ ถ้าเขาไม่แน่ใจหรือสุดท้ายต้องเลือกเรื่องเรียนก่อน ก็ได้อีกเช่นกัน พี่ว้ากนี่ไม่ค่อยมีเลยนะที่จะเรียนเอกภาษา (วิชาเอกภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลี) เพราะต้องท่องหนังสือ ต้องขยันมาก ไม่มีเวลามาว้ากน้องหรือมาประชุม”


เหล่านี้คือข้อจำกัดที่ฝ่ายระเบียบพยายามทำความเข้าใจกับผู้มาสมัครก่อน หลังจากนั้นพี่ ๆ จึงมาประชุมเพื่อคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่จะมาทำงานร่วมกันในปีต่อไป โดยคนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาจะต้องเข้าร่วมในการวางแผนเตรียมงานอีกร่วมเดือน เพราะจะมีการกำหนดว่าวันไหนจะสอนน้องเรื่องอะไร อย่างไร โดยพี่ว้ากหน้าใหม่ต้องซ้อมพูดไม่ต่างจากการพูดในที่สาธารณะ ก่อนจะเจอน้องจริง ๆ ก็ต้องประชุม พอเข้าว้ากเสร็จ ปล่อยน้องกลับ ก็ต้องมาประชุมกันอีกเพื่อสรุปหาข้อผิดพลาด ว่าใครอ่อนไป ใครแรงไป ใครพูดเกินเวลา ใครไม่ค่อยกระตุ้นน้อง ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการว้ากเป็นไปอย่างรัดกุมไม่ออกนอกลู่นอกทาง


นอกเหนือจากชั่วโมงการเข้าว้าก ฝ่ายระเบียบก็มีกฎของเขาเอง เช่น ต้องแต่งกายให้ถูกกฎ ต้องประพฤติตัวให้เหมาะสม ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ (ให้น้องเห็น) ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวให้น้องพบปะน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะความลึกลับจะยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามมากขึ้นไปอีก


อย่างไรก็ตาม กฎต่าง ๆ เหล่านี้จะมีเฉพาะในช่วงที่มีการรับน้อง (ซึ่งเรียกว่ายังไม่เปิดว้าก คือยังไม่เปิดตัวพี่ว้ากนั่นเอง) พอผ่านพ้นไป ฝ่ายระเบียบทุกคนก็จะกลับมาเป็นคนธรรมดา เฮฮาร่าเริงไปตามบุคลิกของตัวเอง แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือ จะไม่ค่อยมีน้องคนใดเอ่ยเรียกด้วยนามที่แท้จริง นอกจาก...


“เฮ้ย...นั่นไง พี่ว้าก !”


ตีพิมพ์ นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 254  ปีที่ 22 เมษายน 2549

(และเป็น 1 ในผลงานรวมเล่ม “10 เรื่องในเมืองใหญ่)

เรื่อง : อรุณวนา สนิกะวาที

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

"Cape Kudu Hotel" โรงแรมบูติก มาตรฐานท่องเที่ยวยั่งยืนระดับ 5 ดาว บนเกาะยาวน้อย จ.พังงา

10 มีนาคม วันแฮเรียต ทับแมน "Harriet Tubman Day"

"แสนโฮเทล" โรงแรมสี่ดาวใจกลางเมืองเชียงราย